คาสเตลลานางาซากิคืออะไร? ขนมดังดั้งเดิมที่มีรากจากโปรตุเกส
คาสเตลลานางาซากิ(Nagasaki Castella) คือขนมหวานดั้งเดิมของจังหวัดนางาซากิ และเป็นของหวานที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบทั่วประเทศ
แม้สัมผัสจะคล้ายสปันจ์เค้กนุ่มฟู แต่จุดเด่นคือ กลิ่นไข่หอมๆ และความหวานชุ่มฉ่ำ
โดยทั่วไปมักเล่าว่าเป็น ขนมจากโปรตุเกสที่เข้ามาในศตวรรษที่ 16 ก่อนพัฒนาจนกลายเป็นคาสเตลลาแบบญี่ปุ่นในปัจจุบัน
คาสเตลลานางาซากิเป็น ของฝากยอดนิยม โดยราคา 1 แท่ง (ขนาด 0.6 โก) มักอยู่ที่ ประมาณ 1,000〜2,500 เยน

จุดเด่นของคาสเตลลานางาซากิ|ความลับของสัมผัสนุ่มฟูแต่ชุ่มฉ่ำ
1. “เบ็ตสึดาเตะโฮ(Betsudate-hō)” วิธีทำให้ฟูนุ่มชุ่มฉ่ำ
เสน่ห์ของคาสเตลลาคือ ความนุ่มฟูและความชุ่มฉ่ำ
ร้านเก่าแก่อย่างฟุคุซายะแนะนำวิธีทำที่เรียกว่า “เบ็ตสึดาเตะโฮ” โดยตีไข่ขาวและไข่แดงแยกกันก่อนผสม เพื่อให้เกิดฟองอากาศละเอียดตามคำอธิบายที่มักถูกกล่าวถึง
จึงเชื่อมโยงไปสู่เนื้อสัมผัสที่ฟูและชุ่มฉ่ำ
2. ความหวานละมุนและสัมผัสเม็ดน้ำตาลซาราเมะ
คาสเตลลามักใช้ ไข่・น้ำตาล・แป้งสาลี・น้ำเชื่อมข้าว(มิซุอาเมะ) เป็นต้น
บางสินค้าจะรองก้นด้วย น้ำตาลซาราเมะ(Zarame-tō) ทำให้ได้สัมผัสกรุบๆ ตอนกัด
มีคำอธิบายว่าเม็ดน้ำตาลจะตกลงไปด้านล่างระหว่างการอบจนเกิดเป็นเอกลักษณ์นี้
3. ขนมประวัติยาวที่มาจากโปรตุเกส
คาสเตลลาถูกเล่าว่า ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาที่นางาซากิในศตวรรษที่ 16
นางาซากิเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับตะวันตกในยุคนั้น และจากที่นี่คาสเตลลาก็แพร่ไปทั่วญี่ปุ่น
ที่มาของชื่อมักอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับการแนะนำว่าเป็น “ขนมปังแห่ง อาณาจักรกัสติยา(Castilla)” ในสเปน

ประวัติของคาสเตลลานางาซากิ
1. การค้ากับต่างชาติและการกำเนิดคาสเตลลา
มีการอธิบายว่า ขนมโปรตุเกสชื่อ “ปัง เด โล(Pão de Ló)” ที่ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาในศตวรรษที่ 16 คือเค้าโครงของคาสเตลลา
ในยุคนั้นสภาพแวดล้อมการทำขนมต่างจากปัจจุบัน ช่างฝีมือนางาซากิจึง ปรับสูตรและคิดค้นคาสเตลลาแบบเฉพาะ ขึ้นมา
วิธีทำที่ไม่ใช้เนย แต่เน้นไข่ น้ำตาล และแป้งสาลี เป็นแกนหลัก ทำให้คาสเตลลาพัฒนาเป็นขนมสไตล์ญี่ปุ่นต่อไป
2. ยุคเอโดะ: คาสเตลลากลายเป็นของกำนัล
เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ คาสเตลลานางาซากิถูกเล่าว่าเริ่มใช้เป็น ของกำนัล ให้ไดเมียวและโชกุน
ในยุคปิดประเทศ นางาซากิเป็นท่าเรือค้าขายสำคัญเพียงแห่งเดียว จึงมีมุมมองว่าคาสเตลลาขึ้นแท่นเป็น ขนมระดับพรีเมียม ของท้องถิ่น
ร้านขนมเก่าแก่ในนางาซากิ ปรับปรุงต่อเนื่องจนพัฒนาเป็นรสแบบญี่ปุ่น
3. วัฒนธรรมคาสเตลลายุคใหม่และความสนุกของการชิมเปรียบเทียบ
ปัจจุบันคาสเตลลาเป็นของหวานที่คนญี่ปุ่นกินกันทั่วประเทศ แต่ คาสเตลลานางาซากิยังถูกมองว่าเป็นรสต้นตำรับ ที่ได้รับความนิยม
แต่ละร้านต่างกันที่ สัดส่วนไข่ ระดับการอบ และความหวาน จึงสนุกกับการชิมเทียบหลายร้านได้
ช่วงหลังยังมีรสชาติหลากหลาย เช่น รสมัทฉะ หรือ รสช็อกโกแลต เพิ่มขึ้นด้วย

ร้านคาสเตลลาดังในนางาซากิ 4 แห่งที่แนะนำ
ฟุคุซายะ(Fukusaya)
- เป็นร้านเก่าแก่ที่มักถูกแนะนำว่า ก่อตั้งปี 1624(คันเอ 1/Kan'ei 1)
- มักถูกพูดถึงเรื่องวิธี “เบ็ตสึดาเตะโฮ” และสัมผัสเม็ดซาราเมะ
โชโอเค็ง(Shōōken)
- มักถูกแนะนำว่าเป็นร้านเก่าแก่ ก่อตั้งปี 1681(เท็นวะ 1/Tenna 1)
- ใช้วิธีเติมน้ำเชื่อมข้าวให้ชุ่มฉ่ำ และ รสช็อกโกแลต “โชโคลาเตะ” ก็เป็นที่นิยม
บุนเมโด(Bunmeidō)
- เป็นที่รู้จักจากโฆษณาเพลง “คาสเตลลาอันดับหนึ่ง โทรศัพท์อันดับสอง♪”
- นอกจากคาสเตลลาคลาสสิก ยังมีโดรายากิ “มิคาสะยามะ” ที่ได้รับความนิยมด้วย
คินไคโด(Kinkai-dō)
- มักถูกแนะนำว่าเป็นร้านที่ ช่างทำขนมอบอย่างพิถีพิถัน
- เด่นที่ความชุ่มฉ่ำและกลิ่นไข่
วิธีกินคาสเตลลาและไอเดียปรับเป็นเมนูใหม่
1. กินแบบเดิมๆ (วิธีคลาสสิกที่สุด)
เริ่มจาก กินแบบไม่ปรุงอะไร เพื่อสนุกกับ กลิ่นไข่ของคาสเตลลานางาซากิ อย่างแท้จริง
เข้ากับชาเขียวหรือโฮจิฉะดีมาก เหมาะกับทีไทม์สไตล์ญี่ปุ่น
2. กินคู่ไอศกรีม
นำคาสเตลลาไปอุ่นแล้วโปะ ไอศกรีมวานิลลา จะได้บาลานซ์ความหวานที่ลงตัว
ความต่างอุณหภูมิของไอศกรีมเย็นกับคาสเตลลาอุ่นๆ อร่อยเพลินแบบหยุดยาก
3. เฟรนช์โทสต์คาสเตลลา
นำไปชุบไข่และนมแล้วทอด/ย่าง จะกลายเป็น “เฟรนช์โทสต์คาสเตลลา” แบบฟูนุ่ม
เพราะตัวคาสเตลลามีความหวานอยู่แล้ว จึงทำออกมาได้หวานกำลังดีแม้ไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม
4. อารมณ์ญี่ปุ่นแบบวะฟู
โปะคาสเตลลาด้วย ถั่วแดงกวนหรือครีมมัทฉะ ก็สนุกแบบขนมวะได้
เสิร์ฟคู่ผลไม้ตามฤดูกาลก็แนะนำเช่นกัน
การเก็บรักษาและวันหมดอายุของคาสเตลลา
วันหมดอายุของ คาสเตลลานางาซากิแตกต่างกันไปตามสินค้า แต่บางครั้งถูกยกเป็นเกณฑ์คร่าวๆ ว่า ราว 2 สัปดาห์
หลังเปิดแล้วควรห่อด้วย แรปพลาสติกและเก็บในที่เย็นไม่โดนแสง เพื่อกันแห้ง
บางสินค้าสามารถแช่แข็งได้ และก่อนกินให้ พักไว้ที่อุณหภูมิห้องสักพัก เพื่อให้เนื้อสัมผัสกลับมานุ่มขึ้น
ข้อมูลสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว
1. การเดินทางไปนางาซากิ
รถไฟ:เดินทางจากพื้นที่ต่างๆ ในคิวชูไปนางาซากิได้
เครื่องบิน:จากสนามบินนางาซากิเข้าเมืองได้
การเดินทางในเมือง:รถรางและรถบัสสะดวก
2. ที่เที่ยวในนางาซากิ
โบสถ์โออุระ(Ōura Church)(รู้จักกันว่าเป็นสถาปัตยกรรมคริสต์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ)
สวนโกลเวอร์(Glover Garden)(ย่านคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกบรรยากาศต่างชาติ)
ภูเขาอินาซะ(Inasa-yama)(จุดชมวิวกลางคืนยอดนิยม)
3. ช่วงเวลาซื้อคาสเตลลา
- ร้านเฉพาะทางในเมืองนางาซากิ อาจเจอสินค้าลิมิเต็ด
- ร้านขายของที่สนามบินหรือสถานี ก็มีคาสเตลลาสำหรับของฝากให้เลือกเยอะ
- ร้านออนไลน์ บางแห่งสั่งส่งถึงบ้านได้
สรุป
- คาสเตลลานางาซากิเป็นขนมดั้งเดิมที่มักเล่าว่า เข้ามาจากโปรตุเกสในศตวรรษที่ 16
- เสน่ห์คือ นุ่มฟู・ชุ่มฉ่ำ และ ความหวานกับเม็ดน้ำตาลซาราเมะที่ก้น(ขึ้นอยู่กับสินค้า)
- ที่นางาซากิมีร้านเก่าแก่ เช่น ฟุคุซายะ(ก่อตั้งปี 1624)・โชโอเค็ง(ก่อตั้งปี 1681) เป็นต้น
- วิธีกินประยุกต์มีหลากหลาย สนุกได้หลายแบบ
ไปนางาซากิแล้ว อย่าลืมลอง คาสเตลลาต้นตำรับ ดูนะ!
เป็นขนมที่ได้ทั้งความอร่อยและได้สัมผัสประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของนางาซากิไปพร้อมกัน