เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่น!

คาสเทลลา นางาซากิ: นุ่มชุ่มฉ่ำ กลิ่นไข่หอม ประวัติและทิปซื้อเป็นของฝาก

คาสเทลลา นางาซากิ: นุ่มชุ่มฉ่ำ กลิ่นไข่หอม ประวัติและทิปซื้อเป็นของฝาก
คาสเทลลาคือน้องสปันจ์เค้กขึ้นชื่อของนางาซากิ เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ กลิ่นไข่เด่น และมักมีเม็ดน้ำตาลกรุบที่ด้านล่าง. บทความนี้เล่าที่มา จุดเด่นที่ทำให้อร่อย ทิปเลือกซื้อเป็นของฝาก และไอเดียกินให้อร่อยขึ้น เช่น จับคู่ไอศกรีมหรือทำเฟรนช์โทสต์.

ไฮไลต์

คาสเทลล่านางาซากิ คืออะไร

คาสเทลล่านางาซากิเป็นของฝากยอดนิยม โดดเด่นด้วยกลิ่นไข่เข้มข้น เนื้อฟูนุ่มชุ่มฉ่ำ และน้ำตาลซาราเมะด้านล่างที่กรุบเบาๆ

จุดเด่นเรื่องเนื้อสัมผัสและความหวาน

ตีไข่ให้ขึ้นฟูแล้วผสมอย่างพิถีพิถันก่อนอบ ทำให้ได้ทั้งความฟูและชุ่มฉ่ำ โดยน้ำตาลซาราเมะช่วยเพิ่มมิติความหวาน

ที่มาและความเป็นนางาซากิ

เชื่อกันว่าในศตวรรษที่ 16 ขนมสไตล์โปรตุเกสถูกนำเข้ามา และพัฒนาเป็นคาสเทลลาแบบเฉพาะของนางาซากิโดยช่างฝีมือ

ร้านดังที่มักถูกยกตัวอย่าง

(ตัวอย่าง)福砂屋(ซาราเมะชัด)/松翁軒(มีรสมัทฉะ・ช็อกโกแลตด้วย)/文明堂(เป็นที่รู้จักจากโฆษณา)/琴海堂(อบโดยช่างฝีมือ)

ไอเดียการกิน

กินแบบเดิม/อุ่นแล้ววางไอศกรีมวานิลลา/ทำเฟรนช์โทสต์คาสเทลล่าด้วยไข่และนม/เพิ่มอันโกะหรือครีมมัทฉะเป็นสไตล์ญี่ปุ่น

การเดินทางและวิธีซื้อ

รถไฟ(特急リレーかもめ+西九州新幹線)จากสถานีฮากาตะ→สถานีนางาซากิ(เร็วสุดประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีเป็นแนวทาง)/เครื่องบินไปสนามบินนางาซากิ(จากโตเกียว โอซาก้า ฯลฯ ประมาณ 1.5 ชั่วโมงเป็นแนวทาง)ซื้อได้ที่ร้านเฉพาะทางรอบสถานีนางาซากิ รวมถึงสนามบินและสถานี

เกณฑ์เลือกของฝาก

แต่ละร้านมีรสและเนื้อสัมผัสต่างกัน จึงมักแนะนำให้ลองเทียบกัน และวันหมดอายุของหลายๆสินค้าอยู่ราวประมาณ 2 สัปดาห์〜1 เดือน

ข้อมูลล่าสุดโปรดตรวจสอบจากประกาศอย่างเป็นทางการหรือยืนยัน ณ สถานที่จริง

คาสเตลลานางาซากิคืออะไร? ขนมดังดั้งเดิมที่มีรากจากโปรตุเกส

คาสเตลลานางาซากิ(Nagasaki Castella) คือขนมหวานดั้งเดิมของจังหวัดนางาซากิ และเป็นของหวานที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบทั่วประเทศ

แม้สัมผัสจะคล้ายสปันจ์เค้กนุ่มฟู แต่จุดเด่นคือ กลิ่นไข่หอมๆ และความหวานชุ่มฉ่ำ

โดยทั่วไปมักเล่าว่าเป็น ขนมจากโปรตุเกสที่เข้ามาในศตวรรษที่ 16 ก่อนพัฒนาจนกลายเป็นคาสเตลลาแบบญี่ปุ่นในปัจจุบัน

คาสเตลลานางาซากิเป็น ของฝากยอดนิยม โดยราคา 1 แท่ง (ขนาด 0.6 โก) มักอยู่ที่ ประมาณ 1,000〜2,500 เยน


จุดเด่นของคาสเตลลานางาซากิ|ความลับของสัมผัสนุ่มฟูแต่ชุ่มฉ่ำ

1. “เบ็ตสึดาเตะโฮ(Betsudate-hō)” วิธีทำให้ฟูนุ่มชุ่มฉ่ำ

เสน่ห์ของคาสเตลลาคือ ความนุ่มฟูและความชุ่มฉ่ำ

ร้านเก่าแก่อย่างฟุคุซายะแนะนำวิธีทำที่เรียกว่า “เบ็ตสึดาเตะโฮ” โดยตีไข่ขาวและไข่แดงแยกกันก่อนผสม เพื่อให้เกิดฟองอากาศละเอียดตามคำอธิบายที่มักถูกกล่าวถึง

จึงเชื่อมโยงไปสู่เนื้อสัมผัสที่ฟูและชุ่มฉ่ำ

2. ความหวานละมุนและสัมผัสเม็ดน้ำตาลซาราเมะ

คาสเตลลามักใช้ ไข่・น้ำตาล・แป้งสาลี・น้ำเชื่อมข้าว(มิซุอาเมะ) เป็นต้น

บางสินค้าจะรองก้นด้วย น้ำตาลซาราเมะ(Zarame-tō) ทำให้ได้สัมผัสกรุบๆ ตอนกัด

มีคำอธิบายว่าเม็ดน้ำตาลจะตกลงไปด้านล่างระหว่างการอบจนเกิดเป็นเอกลักษณ์นี้

3. ขนมประวัติยาวที่มาจากโปรตุเกส

คาสเตลลาถูกเล่าว่า ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาที่นางาซากิในศตวรรษที่ 16

นางาซากิเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับตะวันตกในยุคนั้น และจากที่นี่คาสเตลลาก็แพร่ไปทั่วญี่ปุ่น

ที่มาของชื่อมักอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับการแนะนำว่าเป็น “ขนมปังแห่ง อาณาจักรกัสติยา(Castilla)” ในสเปน


ประวัติของคาสเตลลานางาซากิ

1. การค้ากับต่างชาติและการกำเนิดคาสเตลลา

มีการอธิบายว่า ขนมโปรตุเกสชื่อ “ปัง เด โล(Pão de Ló)” ที่ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาในศตวรรษที่ 16 คือเค้าโครงของคาสเตลลา

ในยุคนั้นสภาพแวดล้อมการทำขนมต่างจากปัจจุบัน ช่างฝีมือนางาซากิจึง ปรับสูตรและคิดค้นคาสเตลลาแบบเฉพาะ ขึ้นมา

วิธีทำที่ไม่ใช้เนย แต่เน้นไข่ น้ำตาล และแป้งสาลี เป็นแกนหลัก ทำให้คาสเตลลาพัฒนาเป็นขนมสไตล์ญี่ปุ่นต่อไป

2. ยุคเอโดะ: คาสเตลลากลายเป็นของกำนัล

เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ คาสเตลลานางาซากิถูกเล่าว่าเริ่มใช้เป็น ของกำนัล ให้ไดเมียวและโชกุน

ในยุคปิดประเทศ นางาซากิเป็นท่าเรือค้าขายสำคัญเพียงแห่งเดียว จึงมีมุมมองว่าคาสเตลลาขึ้นแท่นเป็น ขนมระดับพรีเมียม ของท้องถิ่น

ร้านขนมเก่าแก่ในนางาซากิ ปรับปรุงต่อเนื่องจนพัฒนาเป็นรสแบบญี่ปุ่น

3. วัฒนธรรมคาสเตลลายุคใหม่และความสนุกของการชิมเปรียบเทียบ

ปัจจุบันคาสเตลลาเป็นของหวานที่คนญี่ปุ่นกินกันทั่วประเทศ แต่ คาสเตลลานางาซากิยังถูกมองว่าเป็นรสต้นตำรับ ที่ได้รับความนิยม

แต่ละร้านต่างกันที่ สัดส่วนไข่ ระดับการอบ และความหวาน จึงสนุกกับการชิมเทียบหลายร้านได้

ช่วงหลังยังมีรสชาติหลากหลาย เช่น รสมัทฉะ หรือ รสช็อกโกแลต เพิ่มขึ้นด้วย


ร้านคาสเตลลาดังในนางาซากิ 4 แห่งที่แนะนำ

ฟุคุซายะ(Fukusaya)

  • เป็นร้านเก่าแก่ที่มักถูกแนะนำว่า ก่อตั้งปี 1624(คันเอ 1/Kan'ei 1)
  • มักถูกพูดถึงเรื่องวิธี “เบ็ตสึดาเตะโฮ” และสัมผัสเม็ดซาราเมะ

โชโอเค็ง(Shōōken)

  • มักถูกแนะนำว่าเป็นร้านเก่าแก่ ก่อตั้งปี 1681(เท็นวะ 1/Tenna 1)
  • ใช้วิธีเติมน้ำเชื่อมข้าวให้ชุ่มฉ่ำ และ รสช็อกโกแลต “โชโคลาเตะ” ก็เป็นที่นิยม

บุนเมโด(Bunmeidō)

  • เป็นที่รู้จักจากโฆษณาเพลง “คาสเตลลาอันดับหนึ่ง โทรศัพท์อันดับสอง♪”
  • นอกจากคาสเตลลาคลาสสิก ยังมีโดรายากิ “มิคาสะยามะ” ที่ได้รับความนิยมด้วย

คินไคโด(Kinkai-dō)

  • มักถูกแนะนำว่าเป็นร้านที่ ช่างทำขนมอบอย่างพิถีพิถัน
  • เด่นที่ความชุ่มฉ่ำและกลิ่นไข่

วิธีกินคาสเตลลาและไอเดียปรับเป็นเมนูใหม่

1. กินแบบเดิมๆ (วิธีคลาสสิกที่สุด)

เริ่มจาก กินแบบไม่ปรุงอะไร เพื่อสนุกกับ กลิ่นไข่ของคาสเตลลานางาซากิ อย่างแท้จริง

เข้ากับชาเขียวหรือโฮจิฉะดีมาก เหมาะกับทีไทม์สไตล์ญี่ปุ่น

2. กินคู่ไอศกรีม

นำคาสเตลลาไปอุ่นแล้วโปะ ไอศกรีมวานิลลา จะได้บาลานซ์ความหวานที่ลงตัว

ความต่างอุณหภูมิของไอศกรีมเย็นกับคาสเตลลาอุ่นๆ อร่อยเพลินแบบหยุดยาก

3. เฟรนช์โทสต์คาสเตลลา

นำไปชุบไข่และนมแล้วทอด/ย่าง จะกลายเป็น “เฟรนช์โทสต์คาสเตลลา” แบบฟูนุ่ม

เพราะตัวคาสเตลลามีความหวานอยู่แล้ว จึงทำออกมาได้หวานกำลังดีแม้ไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม

4. อารมณ์ญี่ปุ่นแบบวะฟู

โปะคาสเตลลาด้วย ถั่วแดงกวนหรือครีมมัทฉะ ก็สนุกแบบขนมวะได้

เสิร์ฟคู่ผลไม้ตามฤดูกาลก็แนะนำเช่นกัน

การเก็บรักษาและวันหมดอายุของคาสเตลลา

วันหมดอายุของ คาสเตลลานางาซากิแตกต่างกันไปตามสินค้า แต่บางครั้งถูกยกเป็นเกณฑ์คร่าวๆ ว่า ราว 2 สัปดาห์

หลังเปิดแล้วควรห่อด้วย แรปพลาสติกและเก็บในที่เย็นไม่โดนแสง เพื่อกันแห้ง

บางสินค้าสามารถแช่แข็งได้ และก่อนกินให้ พักไว้ที่อุณหภูมิห้องสักพัก เพื่อให้เนื้อสัมผัสกลับมานุ่มขึ้น

ข้อมูลสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว

1. การเดินทางไปนางาซากิ

รถไฟ:เดินทางจากพื้นที่ต่างๆ ในคิวชูไปนางาซากิได้

เครื่องบิน:จากสนามบินนางาซากิเข้าเมืองได้

การเดินทางในเมือง:รถรางและรถบัสสะดวก

2. ที่เที่ยวในนางาซากิ

โบสถ์โออุระ(Ōura Church)(รู้จักกันว่าเป็นสถาปัตยกรรมคริสต์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ)

สวนโกลเวอร์(Glover Garden)(ย่านคฤหาสน์สไตล์ตะวันตกบรรยากาศต่างชาติ)

ภูเขาอินาซะ(Inasa-yama)(จุดชมวิวกลางคืนยอดนิยม)

3. ช่วงเวลาซื้อคาสเตลลา

  • ร้านเฉพาะทางในเมืองนางาซากิ อาจเจอสินค้าลิมิเต็ด
  • ร้านขายของที่สนามบินหรือสถานี ก็มีคาสเตลลาสำหรับของฝากให้เลือกเยอะ
  • ร้านออนไลน์ บางแห่งสั่งส่งถึงบ้านได้

สรุป

  • คาสเตลลานางาซากิเป็นขนมดั้งเดิมที่มักเล่าว่า เข้ามาจากโปรตุเกสในศตวรรษที่ 16
  • เสน่ห์คือ นุ่มฟู・ชุ่มฉ่ำ และ ความหวานกับเม็ดน้ำตาลซาราเมะที่ก้น(ขึ้นอยู่กับสินค้า)
  • ที่นางาซากิมีร้านเก่าแก่ เช่น ฟุคุซายะ(ก่อตั้งปี 1624)・โชโอเค็ง(ก่อตั้งปี 1681) เป็นต้น
  • วิธีกินประยุกต์มีหลากหลาย สนุกได้หลายแบบ

ไปนางาซากิแล้ว อย่าลืมลอง คาสเตลลาต้นตำรับ ดูนะ!

เป็นขนมที่ได้ทั้งความอร่อยและได้สัมผัสประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของนางาซากิไปพร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

ตอบ คาสเตลล่านางาซากิเป็นขนมสไตล์นัมบังที่แพร่หลายในนางาซากิ โดยเชื่อว่ามีการถ่ายทอดวิธีทำราว 400 ปีก่อน แบบที่มีน้ำตาลเม็ด (ซาราเมะ) ด้านล่าง หากอุ่นเล็กน้อยก่อนตัดจะแผ่กลิ่นหอมมากขึ้น ก่อนนำออกจากกล่อง ลองอุ่นมีดเล็กน้อยจะได้หน้าตัดสวย หากชิมเทียบหลายชิ้น ตัดให้หนาเท่ากันจะจับความต่างของความชุ่มฉ่ำได้ง่าย
ตอบ คาสเตลล่าถูกเล่ากันว่ามีการถ่ายทอดวิธีทำจากชาวโปรตุเกสในราวสมัยเท็นโช (天正時代) แต่ละร้านเก่าแก่มีสีผิวและความชุ่มฉ่ำต่างกัน จึงสนุกกับการลองชิมแบบปริมาณน้อย หากชอบหวาน ลองเทียบ “โทนน้ำผึ้ง” ของร้านเดียวกันก็ช่วยหาความชอบได้
ตอบ ว่ากันว่าชื่อมาจากคำเรียกโปรตุเกสของอาณาจักรกัสติยา “Castella” หากซื้อไปฝากเพื่อนต่างชาติ เล่าเกร็ดนี้สั้นๆ จะคุยสนุก เคล็ดลับการกินคือจับคู่กับนมหรือกาแฟดำ จะช่วยตัดความหวานให้พอดี
ตอบ คาสเตลล่าถ้าแห้งจะกระด้าง จึงควรเก็บแบบปิดสนิทที่อุณหภูมิห้องเป็นหลัก เอาแร็ปแนบที่หน้าตัดแล้วใส่กลับกล่อง จะช่วยให้วันถัดไปยังชุ่มอยู่ หากแช่ตู้เย็น ควรนำออกมาคืนสู่อุณหภูมิห้องก่อนกินเพื่อให้กลิ่นรสกลับมา หากมีซองกันชื้น/กันแห้ง ให้ใส่กลับไปด้วยจะช่วยคงสัมผัสได้ดีขึ้น
ตอบ ในเมืองมีทั้งร้านขนมและร้านของฝาก และบางร้านขายแบบชิ้นเดียวสำหรับกินระหว่างทาง ระหว่างเที่ยว เลือกดูว่าเป็นแบบห่อเดี่ยวหรือไม่ จะพกง่ายและไม่เละในกระเป๋า ซื้อกลับบ้านใช้ “เศษตัด” ส่วนแจกเป็นของฝากเลือกแบบกล่อง แยกตามการใช้งานจะไม่เหลือทิ้ง
ตอบ ความหมายของโกะซังยากิ (五三焼) อาจต่างกันไปตามร้าน แต่หลายแบรนด์เน้นความเข้มข้น หากชอบเนื้อชุ่มหนักๆ มักเข้ากับสายโกะซังยากิ หากเน้นเบากินง่าย แบบปกติจะพลาดน้อย ครั้งแรกซื้อกล่องเล็ก แล้วจดโน้ตเรื่องความหวาน กลิ่น และมีซาราเมะหรือไม่ ครั้งต่อไปจะเลือกง่ายขึ้น
ตอบ เศษตัดมักราคาย่อมเยาเพราะรูปทรงไม่สวยเท่ากัน ปลายชิ้นจะสีเข้มกว่า จึงถูกใจคนชอบความหอมไหม้แบบคั่ว การเก็บต้องกันแห้ง กินเท่าที่จะกินแล้วปิดให้สนิททันทีจะคงสัมผัสได้ดี ส่วนปลายชิ้นลองปิ้งเบาๆ จะหอมขึ้นและได้อีกรสสนุกๆ
ตอบ ซื้อได้ที่ร้านของฝากในสถานีและสนามบิน กล่องวางก้นกระเป๋าเสี่ยงถูกกดทับ จึงใส่ตั้งชิดด้านข้างกระเป๋าเดินทางจะช่วยกันมุมช้ำ วันเดินทางยาวๆ แค่หลีกเลี่ยงวาง “หนังสือแข็ง” ทับบนของฝาก ก็ลดการแตกและยุบได้ หากต้องฝากใต้ท้องเครื่อง วางคั่นระหว่างเสื้อผ้าจะลดแรงกระแทกและช่วยรักษามุมกล่องได้

จุดแนะนำใกล้เคียง

ดูบทความแนะนำในบริเวณนี้

※ เนื้อหาบทความอ้างอิงจากข้อมูล ณ เวลาที่เขียน และอาจแตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ เราไม่รับประกันความถูกต้องและความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่เผยแพร่ โปรดเข้าใจ